Lรื่OJราว UอJ เอกภW

posted on 25 Jan 2010 18:35 by eszoza

 

   สวัสดีคราบ ทู๊ก โคน  และ มาสเตอร์ เคน กระผมขอแนะนำตัวก่อน  โผมชื่อ เอาเปน นามแฝง น่ะคับ

 ชื่อ S-so อ่านว่า เอสโซ่ ยินดีที่ได้รุจักทู๊กโคน ที่เข้า เยี่ยมชม และ มาเตอร์ เคน (อารจาย์ ฟิสิกต์ น่ะคับ)

เริ่มเข้าเรื่องกัลดีกว่า น่ะคราบ  เรื่องราวนี้ โผมจะแนะนำเปนอันดับ แรก ไปอะไรไปไม่ได้เลย คือ การกำเนิดของเอกภพ เรื่องราว ต่างๆนี้ได้จากการ ค้นคว้า ข้อมูลต่างๆ ตามแหล่งข้อมูลที่สำคัญ ก้หวังว่ามาน จะเปนประโยชน์ต่อทุกคน และสนุกไปกับ ความลี้ลับของเอกภพ น่ะคราบๆๆๆ

 

เอกภพกำลังขยายตัว แต่อะไรทำให้เอกภพขยายตัว สภาพบิกแบงเป็นแบบใด ยังเป็นปัญหาที่ท้าทายความพยายาม มีทฤษฎีมากมายที่เสนอฉากกำเนิดเอกภพ

บิกแบงต้นตอ
          ค.ศ. 1929 เอ็ดวิน ฮับเบิลพิมพ์แผนภาพที่มีชื่อเสียง แสดงดาราจักรเกือบทั้งหมดเคลื่อนที่ห่างจากดาราจักรของเรา ด้วยความเร็วถอยห่าง เป็นสัดส่วนกับระยะทางปัจจุบัน หรือดาราจักรไกลกว่าก็เคลื่อนที่เร็วกว่าดาราจักรใกล้ๆ แม้แต่ฮับเบิลเองตอนแรกก็ปฏิเสธความคิดเช่นนี้          ข้อมูลเหล่านี้บอกว่า เอกภพทั้งหมดกำลังขยายตัวจากการยืดของอวกาศระหว่างดาราจักร เมื่อเอกภพขยายตัว มันหนาแน่นน้อยลงและเย็นตัวมากขึ้น การมองย้อนกลับไปในอดีตสรุปได้ว่าเอกภพมีการเริ่มต้นแน่นอน ตอนนั้นมันอยู่ในสภาวะที่ถูกบีบอัดและร้อนมาก จากจุดเริ่มต้นหนาแน่น มีการบวมตัวที่รู้จักในสภาพบิกแบง(Big Bang) 
          เอกภพขยายตัวยังไม่มีนิยามของจุดเริ่มต้นดีพอ มีแต่การขยายตัวตลอดเวลา ความหนาแน่นเฉลี่ยยังคงเหมือนเดิม เพราะมีการสร้างมวลต่อเนื่อง เฟรด ฮอยล์ , เฮอร์แมนน์ บอนดิ และ ทอมัส โกลด์ เสนอทฤษฎีสภาวะคงที่(steady - state theory)ในค.ศ.1948 แม้มีความสุนทรีในสายตานักดาราศาสตร์บางคน  แต่ทฤษฎีสภาวะคงที่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเดียวกับเอกภพบิกแบง ในค.ศ. 1965 อาร์โน เพนเซียส์ และโรเบิร์ต วิลสัน ล้มทฤษฎีสภาวะคงที่จากการค้นพบรังสีฉากหลังไมโครเวฟคอสมิค(CMB: cosmic microwave backgroud) ที่เป็นรังสีเรืองจางหลงเหลือจากอดีตร้อนไกล ทฤษฎีสภาวะคงที่ไม่มีเหตุผลอธิบายรังสีแบบนี้ แต่แบบจำลองบิกแบงอธิบายได้ ยิ่งกว่านั้น ทฤษฎีสภาวะคงที่ไม่สามารถอธิบายจำนวนไฮโดรเจนธรรมดา(โปรตอน) ไฮโดรเจนหนัก(ดิวเธอเรียม) ฮีเลียม และลิเธียม ในก้อนกาซระหว่างดาราจักร ที่ไม่ได้รับผลใดๆจากขบวนการวิวัฒนาการในดาว ภายในไม่กี่นาทีแรกหลังบิกแบง ความหนาแน่นและอุณหภูมิของเอกภพ เป็นตัวทำให้เกิดธาตุเบาในก้อนกาซเริ่มแรก ที่สอดคล้องกับที่วัดในก้อนกาซดั้งเดิมเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์เกือบทั้งหมดเชื่อแล้วว่า ทฤษฎีสภาวะคงที่ไม่ถูกต้อง     

   ปัญหาของบิกแบง
          แม้ทฤษฎีบิกแบงร้อนที่เป็น "มาตรฐาน" ต้นตอประสบความสำเร็จในการอธิบายลักษณะที่สังเกตการณ์ได้มากมาย แต่เอกภพของเรามีลักษณะบางอย่างน่าฉงนที่ทฤษฎีอธิบายไม่ได้  โดยเฉพาะสภาวะเริ่มแรกที่ดูคล้ายเป็นไปไม่ได้และยังไม่ได้ตัดสินว่าเป็นแบบใดแน่

ปัญหาแรกคือว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอหรือแบบเดียวกันอย่างเหลือเชื่อ เช่นอุณหภูมิชี้ให้เห็นถึงการแผ่รังสีหลังฉากเอกภพที่เหมือนกันทุกทิศทุกทาง ไม่รวม 2 สาเหต ุที่ไม่มีความเหมือนกันคือ การเคลื่อนที่ของดาราจักรผ่านเอกภพ และการแปรเปลี่ยนความหนาแน่นที่เกิดกระจุกดาราจักร เอกภพเป็นเนื้อเดียวกันหรือเหมือนกันได้อย่างไร? บิกแบงอาจเริ่มต้นจาก "จุด" จึงมีอุณหภูมิเหมือนกันได้ แต่บิกแบงไม่ใช่เป็น"จุด"ที่แท้จริง สมการบิกแบงต้นตอที่ย้อนกลับไปในอดีต พบว่าเอกภพใหญ่โตกว่าระยะทางที่สัญญานใดหรือแสงสามารถเดินทางได้ ภายในอายุเอกภพนั้น สภาวะแรกเริ่ม ยังไม่มีเหตุผลสนับสนุน สภาพเอกภพตอนกำเนิดที่เริ่มจากอุณหภูมิเท่ากัน 
          ปัญหาใหญ่ที่ 2 ที่มากับทฤษฎีบิกแบงต้นตอคือ ไม่มีวิธีที่จะอธิบายว่าทำไมเรขาคณิตของเอกภพจึงใกล้เคียงกับยูคลิเดียน (นั่นคือมีความแบน หมายถึง มุมภายในของสามเหลี่ยมบวกกันได้ 180 องศา) ไม่นานมานี้ ได้วัดขนาดเชิงมุมของการแกว่งอุณหภูมิขึ้นลงในฉากหลังไมโครเวฟคอสมิคแสดงว่า เรขาคณิตเอกภพแบนจริงๆ ที่เรียกกันว่า"ปัญหาความแบน" ทำไมตอนนี้จึงพากันประหลาดใจเรื่องเอกภพแบน?  ตามสมการที่บรรยายวิวัฒนาการของเอกภพในทฤษฎีบิกแบงต้นตอ เอกภพต้องแบนมากอย่างยิ่งใกล้ตอนเริ่มเกิด มิฉะนั้นเมื่อเอกภพมีอายุมากขึ้น จะมีความโค้งมาแทนที่ความแบนโดยเร็วเพราะขอบเขตมหาศาล เราไม่น่าวัดความแบนได้ในปัจจุบัน 
           การที่จะเข้าใจปัญหาความแบน ลองพิจารณากรณีที่ไม่น่าเกิดได้ เมื่อเดินเข้าไปในห้องและพบว่าดินสอตั้งตรง คุณอาจหวังจะเห็นตอนดินสอเริ่มอยู่ท่านี้สมดุลตั้งแต่ต้น มันไม่น่าจะเกิดอย่างบังเอิญได้ น่าจะมีเหตุผลทางฟิสิกส์ว่า ทำไมดินสอจึงตั้งตรงได้ บนจุดนี้ที่เราอยากเห็นตอนนั้น ทฤษฎีบิกแบงต้นตอไม่มีคำอธิบายที่เหมาะสมว่าทำไมเอกภพจึงเริ่มจากความแบนมากได้            

การพองตัวมาช่วยแล้ว
           ค.ศ. 1979 อลัน กูธ (Alan Guth) นักฟิสิกส์หนุ่มปรากฏตัวพร้อมกับคำเฉลยที่ชาญฉลาดในปัญหาเหล่านี้ เขาเสนอ อินฟลาชันหรือการพองตัว(Inflation) เพื่อแก้ไขทฤษฎีบิกแบงต้นตอ แม้ความคิดที่เสนอมีข้อบกพร่องสำคัญ แต่สมมุติฐานมีพื้นฐานน่าสนใจมาก รอยตำหนินั้นแก้ไขใน ค.ศ. 1981 โดยแอนเดรีย ลินเด ,ปอล สไตน์ฮาร์ดท์ และ แอนเดรียส์ อัลเบรชท์ แต่สูตรของกูธ และการแก้ไขจาก ลินเด สไตน์ฮาร์ดท์ และอัลเบรชท์ ยังมีหลักการจำเป็นมากมายที่คล้ายกัน กูธเสนอว่า สมมุติว่าเอกภพเริ่มต้นเล็กกว่าขนาดที่มาจากสมการของทฤษฎีบิกแบงต้นตอ มันอาจพองตัว ขยายตัวเร็วมาก และมีแฟคเตอร์ที่มหึมาอาจเป็น 10 ยกกำลัง 50 หรือมากกว่านี้ การขยายตัวมหึมาได้จากเอกภพที่เติบโต 2 เท่า ทุกๆเศษส่วนเล็กน้อยของหนึ่งวินาที ภายในช่วงเวลาหนึ่ง ตรงกันข้ามกับเอกภพที่คงที่ หรือการขยายตัวที่มีความหน่วงในทฤษฎีบิกแบงต้นตอ การพองตัวเป็นการขยายตัวแบบเอกซโพเนลเชียล ก่อนการพองตัว เอกภพแรกเกิดขนาดจิ๋วมีสมดุลความร้อน มันแตกต่างจากในทฤษฎีบิกแบงแรกต้นตอ เอกภพก่อนพองตัวมีขนาดเล็กมาก จนส่งสัญญานเดินทางข้ามมันได้ การชนกันระหว่างอนุภาคและโฟตอน จะกระจายความร้อนสม่ำเสมอ เอกภพมีความสม่ำเสมอจากการพองตัว เอกภพที่สังเกตการณ์ในปัจจุบันมีความสม่ำเสมอ ยิ่งกว่านั้นการพองตัวจะทำให้ความโค้งเริ่มแรกแบนได้ เหมือนบัลลูนขยายตัวได้ขนาดใหญ่มาก เอกภพใหญ่มากจนบริเวณทั้งหมดที่เราเห็นด้วยกล้องโทรทรรศน์มีประสิทธิภาพมากสุด (ราว 10 ยกกำลัง -30 ของเอกภพที่มีอยู่จริง)  ปรากฏแบนหรือเกือบแบนอย่างผิวโลกที่ปรากฏแบนต่อเราเมื่อมองในระยะทางใกล้ การพองตัวแก้ปัญหาความแบนได้แล้ว หลังการพองตัวสิ้นสุด เอกภพจะยังคงขยายตัวด้วยอัตราที่สอดคล้องการขยายตัวในทฤษฎีบิกแบงต้นตอ ดังนั้นการพองตัว มีผลแค่ช่วงเวลาสั้นๆในชีวิตเริ่มต้นของเอกภพ  มันไม่ได้มาแทนทฤษฎีบิกแบง แต่เป็นการแก้ไขดัดแปลง การพองตัวสามารถเป็นกลไกที่จุดให้บิกแบงได้เกิด!   ในเอกภพแห่งการพองตัว (inflationary universe) อวกาศขยายตัวเร็วกว่าความเร็วของแสง เอกภพแรกเริ่มเล็กกว่าอะตอม แต่มันก็พองตัวเร็วมากและไปไกลได้หลายปีแสงในช่วงเวลาสั้น

 ของฟรี !
         ในทฤษฎีการพองตัว มวลสาร ปฏิมวลสารและโฟตอน ผลิตจากพลังงานของสูญญากาศปลอม(false vacuum) ที่ถูกปล่อยตามเฟสทรานสิชัน (phase transition)  คล้ายกับที่เกิดขึ้นเมื่อน้ำเหลวเย็นตัวต่ำกว่าอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปมักเป็นน้ำแข็ง เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ขบวนการแข็งตัวคายพลังงานมาก จนโมเลกุลน้ำเรียงตัวกันกลายเป็นผลึก อนุภาคเหล่านี้ทั้งหมดประกอบด้วยพลังงานบวก อย่างไรก็ตาม พลังงานนี้สมดุลโดยพลังงานโน้มถ่วงลบของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดึงสิ่งอื่นที่เหลือ หรืออาจพูดได้ว่าพลังงานทั้งหมดของเอกภพเป็นศูนย์ ! เอกภพประกอบด้วยความไม่มีอะไรนอกจากส่วนที่เป็นลบและบวก อาจเห็นง่ายๆว่าแรงโน้มถ่วงเกี่ยวข้องกับพลังงานลบดังนี้ ถ้าทิ้งลูกบอลจากจุดนิ่ง (มีนิยามว่าเป็นสภาวะของพลังงานศูนย์) มันได้พลังงานจากการเคลื่อนที่(พลังงานจลน์) เมื่อมันตกลงมา แต่การได้พลังงานบวกนี้สมดุลกับพลังงานโน้มถ่วงลบที่ค่ามากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ใจกลางโลก  ดังนั้นพลังงานทั้งสองยังคงเป็นศูนย์  
           ความคิดเรื่องเอกภพที่มีพลังงานเป็นศูนย์กับการพองตัว แสดงว่า จากพลังงานเริ่มต้นนิดเดียวก็ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เอกภพมีการขยายตัวแบบการพองตัว โดยไม่มีพลังงานลัพธ์ อะไรสร้างพลังงานก่อนการพองตัว? นี่คงเป็นคำถามสุดยอด คล้ายกับความบ้าคลั่ง พลังงานอาจมาจากความไม่มีอะไรเลย มาจากความว่างเปล่า ความหมายของความไม่มีอะไรเป็นบางอย่างที่ยังคลุมเครือ มันอาจเป็นสูญญากาศในที่อวกาศ และเวลามีอยู่ก่อนแล้ว หรืออาจไม่มีอะไรเลย 

ทฤษฎีควอนตัมและหลักการความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก อธิบายธรรมชาติว่าพลังงานนั้นอาจมาจากความไม่มีอะไรเลยได้อย่างไร? อนุภาคและปฏิอนุภาคเกิดพร้อมกันทั่วเอกภพ และทำลายล้างกันซึ่งกันและกันโดยเร็ว การยืมพลังงานจากที่ว่างสูญญากาศในเวลาสั้นๆ และทำลายกฏอนุรักษ์พลังงานในอาณาเขตแคบๆระดับจุล การเกิดดับเองตามธรรมชาติของคู่อนุภาคเสมือน(virtual particle) เรียกว่าการแกว่งควอนตัม (quantum fluctuations) จากห้องทดลองได้พิสูจน์แล้วว่าการแกว่งควอนตัมเกิดได้ทุกแห่งตลอดเวลา คู่ของอนุภาคเสมือน (เช่นโปสิตรอนและอิเลกตรอน) มีผลโดยตรงต่อระดับพลังงานของอะตอม และระดับพลังงานที่คาดไว้จะไม่สอดคล้องกับระดับการวัดในการทดลองถ้าไม่คิดการแกว่งควอนตัมเข้าไปด้วย การแกว่งควอนตัมมากมายอาจเกิดขึ้นก่อนกำเนิดเอกภพของเรา ส่วนใหญ่หายไปโดยเร็ว แต่มีอันหนึ่งอยู่นานมาก และมีสภาวะเหมาะเพื่อให้กำเนิดการพองตัว ดังนั้นปริมาตรเล็กๆแต่แรกเริ่มพองตัวด้วยแฟคเตอร์ใหญ่โตมาก และทำให้เอกภพใหญ่โตของเราเกิดขึ้น คู่ของอนุภาค-ปฏิอนุภาคอาจทำลายล้างซึ่งกันและกัน และคืนพลังงานที่ยืมจากสูญญากาศกลับมา แต่หากไม่เป็นไปตามนี้ การทำลายการอนุรักษ์พลังงานมีค่าน้อย ไม่มากพอที่จะให้วัดได้ จากกรณีที่พลังงานทั้งหมดเป็นศูนย์ และถ้าสมมุติฐานนี้ถูกต้อง คำตอบสำหรับคำถามสุดยอดนั้นให้ อลัน กูธพูดดีกว่า กูธพูดว่า "เอกภพเหมือนเป็นอาหารกลางวันฟรี " หรือเราได้เอกภพมาฟรีๆ เอกภพมาจากความไม่มีอะไรเลย มันมาจากความว่างเปล่า 

          บิกแบงยังมีชีวิตชีวา
          ทฤษฎีบิกแบงอายุเก่าแก่มากถูกโจมตีเป็นบางครั้งบางคราว  เพราะแทบไม่มีการสังเกตการณ์สนับสนุน และไม่มีหลักฐานสนับสนุนหนักแน่น มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงทฤษฎีที่สำคัญ ส่วนมากแก้ไขความคิดของการพองตัว แต่ผลกระทบแค่ช่วงกระพริบตาแรกของความเป็นตัวตนเอกภพเท่านั้น สมมุติฐานใหม่เหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนลักษณะสำคัญของบิกแบง ยังไม่มีท่าทีที่ทฤษฎีจะล้มเลิกได้ มันกลับขยายตัวและงามสะพรั่ง เมื่ออธิบายลักษณะน่าฉงนของเอกภพ (เช่นความแบนและความเหมือนกันได้) แต่มีผู้ตำหนิสภาพที่ทฤษฎีบิกแบง ต้องการมวลและพลังงานมากมายจากความไม่มีอะไรเลย คงเป็นเพราะยังไม่เคยกำหนดสิ่งที่มาก่อนการพองตัว เอกภพมาจากการแกว่งควอนตัม มันออกจากความไม่มีอะไรเลย หรือคลอดจากปริมาตรอวกาศต่างๆกันได้ ความคิดเหล่านี้เป็นสมมุติฐานมีเหตุผลขึ้น กับกฏฟิสิกส์ที่ทราบแล้ว และมันแสดงว่าเอกภพของเราอาจเป็นเพียงเอกภพหนึ่งจากชุดเอกภพนับอนันต์หรือหลายๆเอกภพ

(โปรดอ่านเพิ่มเติมจากบทความเก่าของผู้เขียนในwww.darasart.com เรื่อง "มีเอกภพอื่นๆอีกบ้างไหม?" )  เอกภพของเราที่ได้มาฟรีๆ อาจไม่ใช่เพียงครั้งเดียวที่เป็นไปได้แต่มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะได้ของฟรีบ่อยๆและของฟรีมีอยู่ทั่วๆไป ยังงี้คำพูดของเช็คสเปียร์ที่ว่า ไม่มีอะไรจะมาจากความว่างเปล่า (Nothing will come of nothing ) ต้องนำมาพิจารณากันใหม่แล้วสิ หรือไม่ก็น่าจัดโต้วาทีระหว่างนักวิทย์กับนักศิลปละสิ 

           เอกภพจากการชนกัน
           ราว 20 ปีที่แล้ว การรวมทฤษฎีบิกแบงเข้ากับการพองตัวได้เสนอสิ่งที่ปฎิเสธกันไม่ได้ แบบจำลองนี้ได้อธิบายการสังเกตการณ์เกือบทั้งหมดในเอกภพที่เคยทำนายไว้อย่างได้ผล แต่แบบจำลองกำเนิดเอกภพยังน่าท้าทายต่อไป ไม่นานมานี้เกิดทฤษฎีใหม่ๆที่เพิ่งจะเริ่มต้น รายล่าสุดเรียกแบบจำลองไซคลิคหรือแบบจำลองวงกลมหรือวงจรหรือวัฎจักร(cyclic model) ที่ทำให้เห็นวงจรอันเป็นนิรันดรของบิกแบงและบิกครั้นช์หรือการเค้นอัดใหญ่(Big Crunch) แต่แบบจำลองเอกไพโรติค( the ekpyrotic model) มาก่อนทฤษฎีไซคลิก (เป็นคำกรีกโบราณที่แปลว่าโกลาหล )เปิดตัวออกมาเมื่อ เมษายน ค.ศ. 2001 โดยปอล สไตน์ฮาร์ดท์ และจัสติน คูรี จากมหาวิทยาลัยพรินสตัน เนล ทูรอก จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเบิร์ต โอฝรัทของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย แม้สไตน์ฮาร์ดท์เคยเป็นหนึ่งในผู้กำเนิดทฤษฎีการพองตัว แต่ดูท่าความคิดแบบจำลองเอกไพโรติคจะเข้ามาแทนที่การพองตัวซะแล้ว เอกภพเอคไพโรติค (ekpyrotic universe) มาจากทฤษฎีเอ็ม (M Theory) เป็นเวอร์ชันใหม่ของทฤษฎีเส้นเชือกยิ่งยวดหรือทฤษฎีซุปเปอร์สตริง (supersting theory) ที่มี 11 มิติในที่ซึ่ง 6 มิติม้วนตัว ไปเป็นปริมาตรเล็กๆที่ไม่มีบทบาทสำคัญ ในทฤษฎีเอ็ม เอกภพ 4 มิติของเรา( 3 มิติของอวกาศและ 1 มิติของเวลา) สามารถที่จะคิดเป็นแผ่นบาง(membrane)หรือเรียกสั้นๆว่าเบรน( brane)มี 3 มิติที่มีอาณาเขตอนันต์ฝังในกาลอวกาศ มิติที่ 5 เอกภพเอกไพโรติคผิดแผกไปจากแบบจำลองบิกแบงมาตรฐานในหลายรูปแบบ ตามทฤษฎีบิกแบง เอกภพมีจุดเล็กจิ๋วเริ่มต้นที่ร้อนและหนาแน่นมากราว 14 พันล้านปีมาแล้ว แบบจำลองเอกไพโรติคให้เอกภพมีอายุยาวนานมากซักล้านล้านล้านล้านปี และมีอาณาเขตอนันต์ จนกระทั่ง 14 พันล้านปีมาแล้วมันอยู่เป็นเบรนที่เย็น เบรนขนานเคลื่อนที่ในมิติที่ 5 เคลื่อนเข้าหาเบรนของเราช้าๆจนเบรนทั้งสองชนกัน เหตุการณ์นั้นจุดประกายการเกิดบิกแบง พลังงานจลน์ของการชนเปลี่ยนไปเป็นควาร์ก อิเลกตรอน โฟตอน และอนุภาคอื่นๆที่เห็นทุกวันนี้ การชนกันก็ทำให้เบรนของเรายืดยาว ให้เอกภพอยู่ในลักษณะขยายตัว  

  เอกภพเริ่มแรก
         เนื่องจากเบรนที่ชนกัน 2 แผ่น ขนานกันและแบนเหมือนตีฉิ่งฉาบ ความสะเทือนแผ่ไปพร้อมกันทุกแห่ง บริเวณที่ห่างกันรับการกระแทกเริ่มแรกเหมือนกัน อธิบายได้ว่าทำไมเอกภพ(โดยเฉพาะฉากหลังไมโครเวฟเอกภพ ) จึงเหมือนกันในทุกทิศทาง อย่างไรก็ดี ระลอกควอนตัมภายในเบรนที่เข้าหากันหมายถึง การชนเผยตัวที่เวลาต่างกันเล็กน้อยในเบรนของเรา ทำให้มีการแปรอุณหภูมิบ้างในฉากหลังไมโครเวฟสอดคล้องกับการสังเกตการณ์ในปัจจุบัน การแปรอุณหภูมิเหล่านี้วิวัฒนาการไปเป็นการเพิ่มความหนาแน่นของมวลในอวกาศ แล้วในที่สุดจะกลายเป็นการเกิดดาราจักร                              

         เอกภพมีวงจรที่ไม่สิ้นสุด
         ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็ราวๆต้นค.ศ. 2002 สไตน์ฮาร์ดท์และทูรอก ได้แนะนำลักษณะใหม่ของทฤษฎี ที่เปลี่ยนรูปร่างเอกไพโรทิคไปเป็นแบบจำลองวงจรหรือวงกลม(cyclic model) ที่ว่าเอกภพมีวงจรไม่สิ้นสุดของการขยายตัว/เย็นตัวและการหดตัว /ร้อนขึ้น เมื่อมันชนกันและถอยออกเข้าหาเบรนอื่นในมิติที่ 5 ในแบบจำลองนี้ เอกภพมีอดีตและอนาคตเป็นนิรันดร์ จึงเลี่ยงปัญหาสภาวะเริ่มต้นของการพองตัว อะไรที่เกิดช่วงเวลาสั้นมากๆในสภาพแบบจำลองพองตัว แบบจำลองใหม่นี้ทำได้ในช่วงเวลายาวนาน ถ้าอัตราการขยายตัวของเอกภพมีความเร่งตามหลักฐานชี้ชัด เอกภพมีชตากรรมที่จะกลายเป็นอาณาจักรที่ดาวเผาไหม้ มวลสลายตัว หลุมดำระเหย และเอกภพเสื่อมทรามไปเป็นที่กว้างใหญ่ของความว่างเปล่า ในแบบจำลองบิกแบงที่มีการพองตัว การขยายตัวมีความต่อเนื่องตลอดกาล ไม่มีหวังที่จะเกิดใหม่อีกแล้ว การพองตัวไม่ให้ความหวังสำหรับชีวิตในอนาคตซะเลย 
         แต่แบบจำลองวงจรให้เวลาล้านล้านปี แก่เอกภพที่แห้งแล้งตายซากจะมีเบรนกลับมาชนกันอีก การชนกันครั้งใหม่นี้จะจุดกำเนิดมวล ดาวและดาราจักรรอบใหม่ที่ชีวิตจะมีหวังโผล่ออกมาได้อีก ความเร่งเอกภพเป็นหลักฐานว่าเอกภพมุ่งหน้าเพื่อการชนครั้งใหม่ สนามของแรงรับผิดชอบความเร่งที่มี และยังรับผิดชอบแรงที่จะลากเบรนเข้าหากันเพื่อผลิตมวลและรังสี ทั้งหมดนี่ก็ว่าไปตามความคิดของสไตน์ฮาร์ดท์ ทฤษฎีใดถูกต้อง? เราคงได้รู้กันภายใน 20 ปี แบบจำลองการพองตัวมั่นใจว่าจะค้นหาคลื่นโน้มถ่วงที่มีความยาวคลื่นยาวมากเคลื่อนผ่านเอกภพยุคแรก จารึกโพราไลเซชันของฉากหลังไมโครเวฟ แต่แบบจำลองเอคไพโรติคไม่เน้นคลื่นโน้มถ่วง การทดลองฉากหลังไมโครเวฟในอนาคตอาจค้นพบรอยจารึกการพองตัว นักเอกภพศาสตร์อาจเห็นความแตกต่างระหว่าง 2 ทฤษฎี สไตน์ฮาดร์ท์เคยคิดว่าการพองตัวเป็นความคิดแจ๋วแล้ว แต่ตอนนี้ ความคิดเรื่องเอกภพวงจรหรือที่มีเบรนชนกันหลายรอบแจ๋วกว่า เพราะเป็นทฤษฎีที่ประหยัดและมีพลังมาก มันให้ภาพของเอกภพในอดีต ปัจจุบันและอนาคตดีกว่า และยังสามารถอธิบายการสังเกตการณ์แทบทั้งหมดได้มากจนถึงทุกวันนี้ มีเรื่องต้องติดตามกันตอนต่อไปอีกแล้วว่าใครจะชนะและอะไรแน่เป็นกำเนิดเอกภพของเรา

edit @ 25 Jan 2010 19:41:34 by EzSo

 เรื่องแรกเลยคับ คาดว่าน่าคุ้นกันหรือยังไม่คุ้น ผมว่าน่าจะดังในอีกไม่นาน

เรื่อง โทริโกะ นักล่าอาหาร เรื่องราวค่อนข้างมีสีสันดีคับ

 

การ์ตูนล่าอาหาร(ประหลาด) อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อ เรื่องนี้ครับ เมื่อนิตยสารโชเน็นจัมป์ฉบับที่ 32/2009 ได้แจ้งข่าวเกี่ยวกับอนิเมสั้นชุดพิเศษ ที่จะออกโชว์ในงาน Jump Super Anime Tour ในช่วงปลายปีนี้นั้น ปรากฏว่า โทริโกะ ผลงานการ์ตูนมาแรงของ อ.มิตซึโตชิ ชิมะบุคุโระ ที่ปัจจุบันลงประจำในซีคิดส์บ้านเรานั้น ได้ออกโชว์ตัวเป็นอนิเมสั้นออกฉายในงานดังกล่าวพร้อมกับ อนิเมชุดพิเศษฉลอง 10 ปี ของนารุโตะ ,อนิเมฉลอง 10 ปี ของ Yu-Gi-Oh! ฉบับอนิเม,อนิเมฟุตเทจของรีบอร์น, Tegami Bachi (ผึ้งจดหมาย) และตัวอย่างหนังอนิเมจอเงินภาคใหม่ของ วันพีซ ซึ่งอ.โอดะ รับหน้าที่ดูแลเอง

เรื่องที่สองต่อเลยคับ  เรื่องก็เช่นเดียวกัน น่าจะถูกใจ คอการ์ตูนกันหลายคนเลย คับ จากผู้เขียน ฮิคารุเซียนโกะ และ เดธ โน้ตมาแล้ว คงจะถูกใจเรื่อง

Bakuman ผลงาน ใหม่ ของ ทาเคชิ โอบาตะ ผู้วาด ฮิคารุเซียนโกะ Deathnote Blue Dragonบลาๆๆ

ผมว่าหลังจากห่างหายไปจากการวาดการ์ตูนแนว Reality อย่าง Hikaru no go หรือ ฮิคารุเซียนโกะ ก็ไม่ได้ทำการ์แนวนี้อีกเลย จะว่าไปตอนอ่านฮิคารุผมก็บ้าเล่นโกะไปพักนึงเหมือนกัน

เรื่องย่อ

โมริทากะ มาชิโระ เด็กนักเรียนธรรมดาที่ไม่รู้ว่าอนาคตจำทำอะไรดี มาวันนึง เค้าได้วาดรูปเพื่อนร่วมห้องที่เค้าชื่นชอบอะซูกิ มิโฮ แต่ตอนกลับเค้าได้ลืม สมุดโนต้ที่วาดเอาไว้ และได้พบกับ อะกิโตะ ทาคางิ นักเรียนระดับหัวกะทิประจำห้องที่รอ มาชิโระมาเอาสมุดโนต้คืน ความฝันของทาคางิคือการวาดการ์ตูน และเมื่อเค้าเห็นฝีมือในการวาดของ วาดของมาชิโระ เค้าก็ชักชวน มาชิโระให้วาดการ์ตูนที่เค้าแต่งขึ้น แต่ มาชิโระปฎิเสธไป เมื่อกลับมาถึงบ้าน เค้าได้รับโทรศัพท์จาก ทาคางิ ว่าจะคุยกับ อะซูกิเรื่อง นี้ มาชิโระรีบไปที่บ้าน อะซูกิในทันทีและพบ ทาคางิที่รออยู่ ทาคางิได้กดกริ่งเรียก อะซูกิมา และได้รู้ความจริงว่า เธออยากจะเป็น นักพากย์ การ์ตูน ทาคางิได้บอกอะซูกิว่า เค้าจะแต่งเนื้อเรื่องและมาชิโระจะเป็นคนวาด และเมื่อการ์ตูนที่พวกเค้าวาดทำเป็นอนิเมะ จะให้เธอเป็นคนพากย์ เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้นเธอก็ปลื้มในทันใดทำให้ มาชิโระหลุดปากไปว่า "เมื่อความฝันของเราเป็นจริงเธอจะแต่งงานกับฉันไหม" อะซูกิวิ่งหนีกลับเข้าบ้านแต่ก็ตอบตกลงอย่างไม่น่าเชื่อ จากคำให้สัญญานี้ทำให้ มาชิโระ มีเป้าหมายในชีวิต และต้องทำให้สำเร็จให้ได้!!!

ตอนนี้ออกมาแล้ว 20 ตอนนะครับลองไปหาอ่านดูคำพูดเยอะหน่อยแต่มีสาระแต่อ่านมากก็มืนนะครับ

เรื่องต่อไปเลยคับเพื่อไม่ให้เปนการ เสียเวลา (เกี่ยวไหมเนี้ย) เหอๆ

เรื่องนี้ขอแนะนำเลยคับ ฮาสุดๆ คลายเครียดคับ

เรื่อง ไอคอล์ LOVE & COLLAGE

 


มาเอดะ ฮาจิเบย์ อายุ 15 ปี ผู้ชายโรคจิตนิดๆที่ล๊อคสเปคสาวนต่างๆ ของผู้หญิงที่ตรงใจเอาไว้
หลังจากย้ายมาเรียนม.ปลายที่โตเกียว เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทำให้ฮาจิเบย์ต้องใช้ชีวิตแบบ*เฟชๆ
โดยมีสาวๆ 4 คน ที่มีแต่ล่ะส่วนในฝันของเขา ดวงตา ขา หน้าอก น้ำเสียง ส่วนเว้า แบบที่เค้าเคยฝันเอาไว้! มารายล้อมในรั้วเดียวกัน
เมื่อถูกล้อมด้วยหญิงสาวทั้ง 4

ชีวิตใหม่ที่สดใสซ่าบซ่าก้อเริ่มขึ้น!!

ผลงานล่าสุดของผู้เขียน Midori no Hibi (มือขวากับขาโจ๋) มาในแนวคอเมดี้ที่ถนัดอีกเช่นเคย
แต่ในคราวนี้แฟนเซอร์วิสหนักข้อกว่าเดิม แน่นอนถูกใจหนุ่มๆยิ่งนัก ^ ^ สำหรับลายเส้น อ.อิโนอุเอะ วาดได้น่ารัก งุงิดีอยู่แล้ว

ในส่วนนี้จึงไม่ขอพูดมากนัก แม้ตัวละครบางตัวมันจะไปคล้ายคลึงใน midori บางก็เหอะ
เนื้อเรื่องในช่วงแรกๆ หลายๆคนอาจจะคิดว่าแหม......มันเหมือน บ้านพักอลเวงยังไงไม่รู้ แต่เจ้าฮาจิมันไม่ซื้อบื้อแบบเคทาโร่เน้อ
แต่พออ่านไป 2-3 ตอนจะรู้ว่ามันไม่เหมือนกันเลยนะ
เรื่องราวไปเน้นเกี่ยวกับพวก*เฟซ โดยพระเอกเราค่อนข้างมาสายนี้แบบเอาเรื่องแถมออกติ๊ดๆซะด้วย..
มุกฮาๆมาได้เรื่อยๆ อ่านสนุกๆ ถ้าไม่คิดมากนี่เปนการ์ตูนที่อ่านคลายเครียดจากวันทำงานหนักๆได้ดีเลยเชียว

เอาเปน วานนี้พอแค่นี้ก่อนคราบ บะบายทุกท่าน แล้วผมจะมาอัพ ใหม่ให้อีก

บายคราบ ยังไง ก้ขอคอมเม้นทุกคน ด้วยน่ะคับ ร่วม กันมาขุดคุ้ยเรื่องราวการ์ตูนกัน

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก